หายไปนาน.... อันเนื่องมาจาก....อะไรก็ตาม 555
ณ ตอนนี้คือมาอยู่อเมริกาได้หนึ่งเดือนกับอีกหนึ่งอาทิตย์แล้ว
ชีวิตตอนนี้ก็สุขๆทุกข์ๆปนๆกันไป เป็นรสชาติของชีวิตดีเหมือนกัน 55
 
เราจะมาต่อกันเรื่องการสัมภาษณ์งานกับการสัมภาษณ์วีซ่า
จะบอกว่าสั้นนี้ดดดดดดเดียวจริงๆ
 
 
 
 
 

 
 
 
การสัมภาษณ์งาน
 
เราได้เอเจนซี่อเมริกาเป็น spirit cultural exchange
ขอบอกเลยว่า ณ จุดนี้โชคดีมากกกกกกกกกกกก
เป็นเอเจนซี่ที่ดีสุดแบบสุดสวิงลิงโก้อีโจ้บั้มมากๆ
#ไว้จะเล่าในครั้งต่อๆไป
 
ก่อนสัมภาษณ์งาน ก็ต้องจ่ายเงินให้ Click 10,000 บาท #หักจากค่าโครงการส่วนที่เหลือ

เราสัมภาษณ์งานที่โรงแรมอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้ละ
แถวๆโคเรียนทาวน์อ่ะ โรงแรมอยู่ตรงข้ามเลย
 
วันนั้นเป็นวันสัมภาษณ์งานเฉพาะงานของ Spirit
เด็กเยอะดี แบ่งออกเป็นสองห้อง คือห้องเด็กทำ Housekeeper
กับห้องเด็กทำ Fastfood แน่นอนว่าเราอยู่ห้องนี้ ฮ่าา
 
เนื่องจากเราสมัครกับ Click สาขาเชียงใหม่
คิวสัมภาษณ์ก็เลยอยู่ค่อนข้างท้ายๆนู่นเลย

งานเริ่มด้วยการแนะนำตัวของ Spirit
บอกกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ และสิทธิต่างๆของเราที่อเมริกา #ตั้งใจฟังดีๆเป็นประโยชน์ของเรา
สำหรับกฎของ WAT ก็รู้สึกจะเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ
 
 
กฎของปีนี้ก็คือ
 
1. เมื่อถึงอเมริกา จะต้องทำการลงทะเบียน Sevis ซึ่งก็คือการลงทะเบียนว่าเรามาถึงอเมริกาเมื่อไหร่อย่างไร และตอนนี้เราอยู่ที่ไหน ทำงานกับนายจ้างไหน ที่อยู่นายจ้าง ที่อยู่ที่ทำงาน ที่อยู่บ้านที่เราอยู่ เป็นการยืนยันตัวตนและที่อยู่ของเรานั่นเอง ซึ่งจะต้องทำภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่เดินทางมาถึงอเมริกา ไม่เช่นนั้นก็จะโดน Terminate Visa ในทันที
 
2. ต้องทำ Monthly Check-in ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องให้ทาง Spirit ฟังว่าเดือนนี้เราเป็นยังไงบ้าง มีปัญหาอะไรหรือเปล่า อยู่ดีมีสุขมั้ย และที่สำคัญที่สุดคือ เราจะต้องทำกิจกรรม Cultural Exchange อย่างน้อยเดือนละสองอย่าง และต้องเล่าในการทำ Monthly Check-in นี่แหละ ซึ่งจะต้องทำทุกๆ 30 วัน นับจากวันที่ลงทะเบียน Sevis มิเช่นนั้นก็จะโดน Terminate Visa อีกเช่นกัน (กิจกรรมที่ว่านี่จะเป็นอะไรก็ได้ แค่ทำกับข้าวให้เพื่อนต่างชาติกิน หรือกินอาหารที่เพื่อนต่างชาติทำให้ก็ถือเป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนแล้วจ้า)
 

จริงๆรายละเอียดเยอะกว่านี้ แต่เอาแค่ที่สำคัญจริงๆละกันเนอะ
 
 
พอเสร็จจากการพูดคุยของ Spirit ก็จะเป็นการแนะนำตัวนายจ้างทุกงาน
ซึ่งที่น่ารักก็คือ นายจ้างบินมาสัมภาษณ์เองทุกงานเลย
ข้อดีก็คือ การที่นายจ้างเป็นคนสัมภาษณ์เอง
ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องไปถึงแล้วจะโดนไล่ออกด้วยข้อหาภาษาไม่ดีพอ
เพราะนายจ้างมาเลือกเอง เย้ ~
 
หลังจากนายจ้างทุกงานแนะนำตัวเสร็จ ก็พักเบรกจ่ะ
แล้วหลังจากนั้นก็ถึงการสัมภาษณ์ ของเรานั้นยังอีกยาวนานก็เลยไปหาอะไรกินก่อน
กลับมาอีกทีก็นั่งรอและเม้าท์กับเด็กเวิคด้วยกัน จนจะหลับ
 
และในที่สุดก็ได้สัมภาษณ์ซะที !!! ตื่นเต้นมากกกกกก !!!

นายจ้างเราเป็นผู้ชาย ซึ่งเราเรียกเค้าว่า อุซามะซัง 555
เราสัมภาษณ์พร้อมกับเด็กปีสี่อีกสองคน #ซึ่งตอนนี้โชคชะตาก็นำพาเรามาอยู่ด้วยกัน55
ไม่ถามอะไรเลย แค่ถามชื่อ ถามวันทำงาน อะไรประมานนี้
คือตอนแรกเราจะเลิกกงานสิ้นเดือน พ.ค.
แต่อุซามะซังแกบอกว่าไม่อยากให้ใครออกช่วงนั้น เพราะเป็นช่วงเทศกาลที่ร้านจะบีซี่
ไอ้เราก็ด้วยความที่กลัวเค้าไม่รับ เค้าก็ถามว่าทำถึง 3 มิ.ย. ได้มั้ย แล้วก็รีบเซย์เยสเลยจ้า
แล้วก็ได้งานมาแบบอึนๆงงๆ 555555555555 #สงสัยเค้ารับเพราะเราสวย
 
ถามว่ามีคนตกสัมภาษณ์มั้ยในวันนั้น
บอกเลยว่ามีเยอะมาก ต้องวิ่งหาคิวสัมภาษณ์ใหม่กันให้วุ่นวายเลยทีเดียว
บางคนได้งาน เพื่อนไม่ได้ ก็เลยไม่เอางานนั้นตามเพื่อนไปเลยก็มี
สำหรับงานอื่นเราไม่รู้ แต่สำหรับอุซามะซังของเรานั้น
เพื่อนเราอีกคนที่สัมภาษณ์ได้เล่าให้ฟังว่า
เค้าสัมภาษณ์พร้อมกับอีกคนนึง แล้วคนนั้นไม่ค่อยพูด ถามคำตอบคำ
อุซามะเลยบอกว่า ถ้ายูไม่พูดกับไอ ไอก็คงไม่รับยูนะ จบข่าว
 
คีย์สำคัญของการสัมภาษณ์ จากประสบการณ์(ครั้งเดียว)ของเรานะ
ก็คือ ต้องพยายามพูด! ถึงบางอย่างนายจ้างไม่ได้ถาม ก็ให้พยายามตอบๆไป
ให้เค้ารู้สึกว่าเรามีการคอมมูนิเคทอยู่เสมอ และข้อสองก็คือ เรื่องระยะเวลาการทำงานของเรา
อันนี้เราคิดว่า ถ้าวันนั้นเราไม่ยอมเปลี่ยนวันเลิกงาน อุซามะซังอาจจะไม่รับเราก็ได้ =___=;;;
 
 
หลังจากที่สัมภาษณ์งานเสร็จ คนที่ได้งานทั้งหมด ก็มารวมตัวกัน (อุซามะซังเรียก)
แกก็ให้แนะนำตัวกัน แล้วก็บอกเรื่องเสื้อผ้าที่จะต้องใส่ ต้องเตรียมไป แนะนำเรื่องการเดินทางต่างๆ
เนื่องจากเราบินเร็วมาก ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในงานเวนดี้จะบินกันประมาน 10 มีนาเป็นต้นไป
ตอนแรกเรานึกว่าจะได้บินคนเดียวแล้ว โชคดีมาเจอพี่คนนึงที่บินเร็วเหมือนกัน
สรุปคือ มีแค่เราสองคนจ้าที่บินเร็ว ก็เลยแลกเบอร์แลกเฟสอะไรกันไว้ให้เรียบร้อย
 
พอออกมา ก็ต้องไปเซ็นต์เอกสารของคนได้งานกับคลิก
ตรงนี้ไม่มีอะไรมากข้ามไป 55555555555555
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
การสัมภาษณ์ Visa
 
#อันนี้สั้นสุดจ่ะ
 
ไปถึงก็รับเอกสารแจ้งสิทธิเล่มเล็กๆ
อ่านซะ แล้วก็จำสิทธิตัวเองไว้ก่อนเข้าไปสัมภาษณ์
พอเข้าไป เค้าก็ถามแค่ชื่ออะไร จะไปทำงานที่ไหน ทำงานอะไร เรียนอยู่ปีไหน
แล้วก็ถามว่าได้แฮนด์บุ๊คก่อนเข้ามามั้ย แล้วก็ให้บอกสิทธิของตัวเองขณะอยู่เมกามาซักข้อ
แค่นั้นแหละจบ ยินดีด้วย คุณได้ไปต่อ ! 55555555555
 
คนที่ผ่านวีซ่า ก็จะไม่ได้รับพาสปอร์ตคืน
คนที่ไม่ผ่าน ในวันนั้น เท่าที่เห็น ก็มีแค่กรณีที่เกรดต่ำกว่า 2.0 เท่านั้นนะ
 
ปล. เราสัมภาษณ์ที่เชียงใหม่จ่ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จบละ..... #ไหนบอกว่าสั้น #แต่ก็ไม่ยาวนะ
55555555555 ตอนนี้ที่อเมริกาเป็นเวลา 11.09 น.
เดอะจริงขอลาไปกินข้าวก่อน ไว้เราสิกลับมาเม้าท์ใหม่ เมื่อเราว่าง 55555555
ตอนหน้าของ WAT ก็น่าจะเป็นเรื่องการเดินทางแล้วจ้า ;D
 
ปล. คิดถึงทุกคนมากนะะะ T^T
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

โชคดีๆจ้า ยินดีด้วย

#15 By elementum on 2013-05-03 16:42

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ
ที่ทำให้ได้เห็นรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน
ขอบคุณค่ะquestion question question question question

#14 By suzanne on 2013-05-03 11:12

It's a really good article.
This article is very useful.

#13 By sanon on 2013-05-02 18:34

อิฉาเลย 
ทางนู้นบินมาศัมภาษณ์เองเลย

#12 By elit-aliquam-auctor on 2013-05-02 13:33

เอิ่มมมม มันเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เลย

#11 By bosley on 2013-05-02 11:38

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ค่ะ

#10 By mcdowell on 2013-05-01 15:33

นี่มันไปลำบากยากเข็ญเลยนะเนี่ย
ความอยากไปลดลงฮวบๆsad smile

#9 By nuncnunc on 2013-05-01 11:25

อิจฉาจังอยากไปมั้งจังเลย

#8 By swan on 2013-04-30 14:11

great post..

#7 By Lynn Mercer on 2013-04-24 09:38

เยี่ยมครับ

#6 By Bitinatorsite on 2013-04-19 18:48

nice post..

#5 By Zachary Kenyon on 2013-04-13 19:01

เยี่ยมครับ

#4 By Wednes on 2013-04-12 18:43

@writeontree อย่าอิจฉาเลยค่าาา มันไม่ได้สวยหรูแบบนั้นหรอก 5555555 ลำบากลำบนจะตาย

#3 By theJING'z* on 2013-04-12 15:07

อิจฉา เดอะจริง จังเลย
อยากไปบ้างอ่ะ
:)
อืม เคยมีคนไปเที่ยวเฉยๆ บอกว่าโดนสัมภาษณ์ซะยังกับเป็นผู้ร้าย อิอิbig smile

#1 By NhonNhoi on 2013-04-11 11:11